พฤศจิกายน 3, 2025

การวัดค่าสัญญาณ จาก CompactRIO ด้วยโปรแกรม LabVIEW

บทความนี้จะแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์ CompactRIO ด้วยโปรแกรม LabVIEW และเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ จึงได้ทำการแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้

  1. การ ติดตั้ง ซอฟต์แวร์ บนคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานร่วมกับ CompactRIO
  2. การเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์ กับ CompactRIO
  3. การตั้งค่า และ ติดตั้ง ซอฟต์แวร์ บน CompactRIO
  4. การวัดค่าสัญญาณ จาก CompactRIO ด้วยโปรแกรม LabVIEW

หลังจากเห็นขั้นตอนโดยรวมแล้ว ก่อนจะเริ่มขั้นตอนที่ 4 คือ การวัดค่าสัญญาณ จาก CompactRIO ด้วยโปรแกรม LabVIEW ในบทความนี้ ท่านสามารถ เริ่มทำตาม ขั้นตอนที่ 1, ขั้นตอนที่ 2, ขั้นตอนที่ 3 และ สามารถดูขั้นตอน อื่น ๆ โดยการกดลิงก์ด้านบน

  1. การวัดค่า ด้วยโปรแกรม LabVIEW

เราจะใช้โปรแกรม LabVIEW เพื่อทำการวัดสัญญาณแบบง่าย ๆ จากอุปกรณ์ CompactRIO โดยในบทความนี้เราจะกำหนดให้อุปกรณ์ CompactRIO และ โมดูล C Series สามารถใช้งานร่วมกับ NI-DAQmx ได้ หากอุปกรณ์ของผู้ใช้ไม่สามารถใช้งานร่วมกับ NI-DAQmx ได้ ให้ทำการใช้ LabVIEW FPGA Interface Mode หรือ Real-Time Scan Mode เพื่อทำการวัดแทน

4.1. เปิด LabVIEW แล้วสร้าง Blank Project ขึ้นมา แล้วทำการ Save Project ก่อน

4.2. เราสามารถเพิ่ม CompactRIO เข้ามาใน Project โดยคลิกขวาที่ Project: (Project Name) เลือก New > Targets and Devices

4.3. เลือก CompactRIO ที่เชื่อมต่ออยู่ได้ที่ Real-Time CompactRIO

4.4. เราสามารถเพิ่มตัวอย่าง VI เข้ามาใน Project โดยคลิกขวาที่ NI-cRIO ที่เพิ่มเข้ามา เลือก Add > File… หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างโฟลเดอร์ Examples ปรากฏขึ้นมา

4.5. ให้ไปที่ DAQmx > Analog Input เลือกตัวอย่างที่ชื่อ Voltage – Continuous Input.vi แล้วกดปุ่ม Add File เพื่อทำการคัดลอกตัวอย่าง VI ป้องกันการแก้ไขต้นฉบับของตัวอย่าง

4.6. ต่อมา เราจะตรวจสอบว่า โมดูล C Series ถูกกำหนดให้อยู่ใน Real-Time (NI-DAQmx) Mode ได้ โดยขยายแท็บ Real-Time Resources ลงมา จะเห็นรายชื่อของโมดูลที่ติดตั้งใน CompactRIO Chassis ใต้แท็บ Real-Time Resources หากโมดูลไม่ได้อยู่ใต้แท็บ Real-Time Resources ให้ทำการลากโมดูลนั้นลงมาไว้ที่ใต้แท็บนี้

4.7. ทำการเชื่อมต่อ LabVIEW Project กับ CompactRIO โดยคลิกขวาที่ NI-cRIO และเลือก Connect เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้วกดปุ่ม Close สังเกตที่ไฟตรงไอคอนหน้าชื่อ NI-cRIO จะเป็นสีเขียวสว่างขึ้น แสดงว่าการเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์

4.8. ดับเบิ้ลคลิกที่ Voltage – Continuous Input.vi เพื่อเปิด VI ขึ้นมา โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าต่าง ๆ ได้ตามต้องการ เช่น เลือกช่องสัญญาณ (Physical Channel), ช่วงของการวัด (Min-Max), ความเร็วในการรับ-ส่งสัญญาณ (Sample Rate), การบันทึกสัญญาณ (Logging Mode)

4.9. หลังจากตั้งค่าต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ให้กด Run เพื่อเริ่มการวัด สามารถสังเกตข้อมูลที่วัดได้จากกราฟ

เมื่อทำตามขั้นตอนครบทั้ง 4 ขั้นตอน เท่านี้ท่านก็จะสามารถเริ่มต้นใช้งาน CompactRIO ได้แล้ว

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจการใช้งานอุปกรณ์ CompactRIO ร่วมกับโปรแกรม LabVIEW และสามารถทำการวัดค่าสัญญาณได้ หากผู้อ่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อทีมงาน ติดต่อ ทีมงาน เทคสแควร์ ได้ครับ

error: Content is protected...