กรกฎาคม 17, 2025

การใช้งาน PicoDiagnostics วิเคราะห์อาการเสียของยานพาหนะ

บทความนี้เราจะมาเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ PicoScope Automotive ร่วมกับซอฟต์แวร์ PicoDiagnostics ในการวิเคราะห์อาการเสียของยานพาหนะ ซอฟต์แวร์ PicoDiagnostics เป็นซอฟต์แวร์ซึ่งแนะนำขั้นตอนในการใช้ PicoScope Automotive ในการวิเคราะห์อาการเสียต่าง ๆ ของยานพาหนะ โดยซอฟต์แวร์ PicoDiagnostics จะถูกติดตั้งร่วมกับซอฟต์แวร์ PicoScope Automotive ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก https://www.picoauto.com/downloads ทั้งนี้อาการเสียซึ่ง PicoDiagnostics สามารถช่วยในการวิเคราะห์อาการเสีย ได้แก่

1. Battery Test: การทดสอบจะวัด battery voltage และ starter motor current (ใช้ high amp clamp) ในกรณีที่ใช้ PicoScope Automotive 4 channel ขึ้นไปสามารถวัด starter motor positive และ negative terminal ได้ด้วย (ใช้ BNC to 4mm lead) โดยสามารถทดสอบได้ทั้งระบบ 12V และ 24V ในการทดสอบเราจะต้องเริ่มจับสัญญาณขณะที่ยังไม่ได้สตาร์ทยานพาหนะก่อนแล้วจึงเริ่มสตาร์ทหลังจากเริ่มจับสัญญาณแล้ว โดยสัญญาณจะจับเวลาตามช่วงเวลาที่ตั้งไว้ หลังจากนั้นจะแสดงผลดังต่อไปนี้

– Battery>Initial voltage: แรงดันไฟฟ้าขณะเปิดวงจร
– Battery>State of charge: เปอร์เซ็นต์แรงดันไฟฟ้าเทียบกับแรงดันไฟฟ้าขณะเปิดวงจร
– Battery>Lowest voltage: แรงดันไฟฟ้าต่ำสุด
– Battery>Voltage drop: ความต่างของแรงดันไฟฟ้าขณะเปิดวงจรกับแรงดันไฟฟ้าต่ำสุด
– Battery>Maximum current: กระแสไฟฟ้าสูงสุดขณะสตาร์ทมอเตอร์
– Battery>Internal resistance: ความต้านทานภายในแบตเตอรี่
– Battery>Capacity: ความจุแบตเตอรี่
– Battery>Condition: สถานะของแบตเตอรี่
– Starter motor>Resistance: แรงดันไฟฟ้าต่ำสุดหารด้วยกระแสไฟฟ้าสูงสุดขณะสตาร์ทมอเตอร์
– Charging circuit>Status: เปอร์เซ็นต์ของแรงดันไฟฟ้าเทียบกับแรงดันไฟฟ้าขณะชาร์จเต็ม
– Charging circuit>Voltage: แรงดันไฟฟ้าขณะชาร์จเต็ม
– Charging circuit>Ripple: ค่าแรงดันไฟฟ้าที่แกว่งเทียบกับแรงดันไฟฟ้าขณะชาร์จเต็ม
– Charging circuit>Current: กระแสชาร์จ
2. Compression Test: ในการทดสอบนี้เราจะต่อ PicoScope Automotive เข้ากับขั้วแบตเตอรี่และอีกช่องสัญญาณจะต่อกับ pressure transducer ซึ่งวัดความดันในกระบอกสูบ (เฉพาะการวัด absolute compression) ขณะดับเครื่องยนต์

เมื่อเริ่มทดสอบให้ทำตามคำแนะนำบนหน้าจอ ซอฟต์แวร์จะทำการวิเคราะห์สัญญาณและแสดงผลโดยอัตโนมัติ

3. Cylinder Balance: ในการทดสอบนี้เราจะต่อ PicoScope Automotive เข้ากับขั้วแบตเตอรี่ขณะดับเครื่องยนต์แล้วเริ่มการทดสอบ หลังจากนั้นจึงสตาร์ทเครื่องยนต์โดยซอฟต์แวร์จะทำการคำนวณและแสดงผลโดยอัตโนมัติโดยจะมีการแสดงผลทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

– Variation: แสดงความแตกต่างในการทำงานของกระบอกสูบแต่ละตัว

– Misfire: แสดงความผิดพลาดในการจุดระเบิด

– Signal: แสดงความเร็วเครื่องยนต์เทียบกับความแตกต่างในการทำงานของกระบอกสูบแต่ละตัว

4. NVH: ในการวิเคราะห์แบบนี้เราจะต้องทำการเก็บค่า RPM (ด้วย tachometer ต่อไปยังช่องสัญญาณของ PicoScope Automotive หรือใช้ scan tool) และค่าความเร่งด้วย accelerometer (1 หรือ 3 แกนขึ้นอยู่กับจำนวนช่องสัญญาณของ PicoScope Automotive) แล้วจึงทำการป้อนข้อมูลของรถยนตร์เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ หลังจากนั้นจึงทำการอ่านสัญญาณและวิเคราะห์โดยผลการวิเคราะห์จะแสดงออกมาในรูปแบบกราฟดังต่อไปนี้

– Frequency graph: ใช้วิเคราะห์เสปคตรัมของการสั่นสะเทือน

– RPM Order graph: ความถี่จะถูกเปลี่ยนเป็นจำนวนเท่าของความเร็วรอบซึ่งสามารถใช้วิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของความถี่ในการสั่นสะเทือนซึ่งใช้บอกสาเหตุของปัญหาได้โดยตรง

– Road Speed graph: ความถี่จะถูกเปลี่ยนเป็นจำนวนเท่าของความเร็วยานพาหนะ เหมาะสำหรับวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับล้อ

– Bar graph: ใช้วิเคราะห์ฮาร์โมนิคของการสั่นสะเทือน

– 3D Frequency graph: ใช้สำหรับดูเสปคตรัมที่เปลี่ยนไปตามเวลา สามารถใช้ดูการเปลี่ยนแปลงของเสปคตรัมเมื่อเปลี่ยนความเร็วของยานหาหนะ

– Time Domain graph: ใช้สำหรับช่วยวิเคราะห์การกระตุกซึ่งจะเกิดในบางช่วงเวลา

5. Proshaft Balancing: สามารถเลือกได้ทั้ง Pinion Flange Trial Balance และ Hose Clamp Trial Balance

หวังว่าบทความข้างต้นจะช่วยให้ท่านสามารถใช้อุปกรณ์ PicoScope Automotive ร่วมกับ PicoDiagnostics ในการวิเคราะห์อาการเสียของยานพาหนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านสามารถติดต่อทีมงาน เทคสแควร์ เพื่อติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน PicoScope หรือผลิตภัณฑ์จาก Pico Technology

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นใช้งานเครื่องวัดความต้านทานระดับมิลลิโอห์มของ Pico Technology

เริ่มต้นใช้งาน PicoScope ด้วยซอฟต์แวร์ PicoScope 7

error: Content is protected...