ปัญหาการสื่อสารในเครือข่าย CAN และความล้มเหลวของระบบที่ตามมาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ในระบบที่ติดตั้งใหม่ บ่อยครั้งเราจะสามารถค้นหาต้นเหตุได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากแหล่งที่มาของข้อผิดพลาดทั่วไปสามารถระบุและแก้ไขได้ง่าย อย่างไรก็ตาม หากยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้หลังจากผ่านการทดสอบเบื้องต้น หรือหากปัญหาเกิดขึ้นแบบครั้งคราว (sporadic) จำเป็นต้องใช้แนวทางที่มีโครงสร้างชัดเจน (structured approach) ในการแก้ปัญหา เนื่องจากความซับซ้อนของระบบสมัยใหม่ประกอบกับจำนวนแหล่งที่มาของข้อผิดพลาดที่มีความเป็นไปได้สูง มักทำให้การแยกแยะและขจัดข้อผิดพลาดเหล่านั้นทำได้ยาก บทความนี้นำเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับการระบุและขจัดข้อผิดพลาดในระบบ CAN และ CAN FD อย่างเป็นระบบ
ปัญหาที่พบได้บ่อย
การทบทวนความถี่ของการเกิดข้อผิดพลาดแสดงให้เห็นว่า ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับการติดตั้งเครือข่ายและสภาพแวดล้อมของระบบ การนำแอปพลิเคชันไปใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพก็สามารถนำไปสู่ข้อผิดพลาดของระบบได้เช่นกัน แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้น้อยมากเมื่อมีการใช้ส่วนประกอบมาตรฐานที่ผ่านการพัฒนาจนสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น การติดตั้งเครือข่าย CAN อย่างถูกต้องและการขจัดแหล่งสัญญาณรบกวนจากภายนอก จึงเป็นขั้นตอนหลักของการแยกแยะข้อผิดพลาดอย่างเป็นระบบ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า หลังจากเชื่อมต่ออุปกรณ์และเริ่มเดินระบบใหม่แล้ว ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่จะสามารถตรวจพบและแก้ไขได้ง่าย ๆ เพียงใช้การตรวจสอบพื้นฐาน ทว่าเมื่อวิธีนี้ไม่ประสบความสำเร็จ การแก้ไขปัญหาในขั้นต่อไปมักจำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดและวิเคราะห์เข้ามาช่วย
การตรวจสอบพื้นฐาน
1. เครือข่าย CAN มีการติดตั้งแบบเส้นตรง (linear topology) หรือมีสายแยก (cable stubs) ที่ยาวเกินไปหรือไม่?
เครือข่าย CAN ควรติดตั้งในลักษณะที่เป็นสายเส้นตรงต่อเนื่องกัน (continuous line) หลีกเลี่ยงการใช้สายแยก (cable stubs) ให้ได้มากที่สุด แต่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อมีการเชื่อมต่อโหนดต่าง ๆ เข้ามา ทั้งนี้ การสะท้อนของสัญญาณ (signal reflections) ที่เกิดจากสายแยกจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเสถียรในการส่งข้อมูล ตราบใดที่สายแยกนั้นมีความยาวไม่เกินที่กำหนด เนื่องจากสัญญาณสะท้อนจะสลายตัวไปก่อนถึงเวลาอ่านสัญญาณ โดยความยาวของสายแยกไม่ควรเกิน 5% ของความยาวสูงสุดของเครือข่ายที่ Baud Rate นั้น ๆ หากสายแยกจำเป็นต้องยาวกว่านั้นให้ใช้รีพีตเตอร์ (repeater) หรือเราเตอร์ (router)
2. เครือข่าย CAN(FD) มีการต่อตัวต้านทานปิดท้าย (Termination) อย่างถูกต้องหรือไม่?
เครือข่าย CAN จะต้องได้รับการต่อตัวต้านทานปิดท้ายขนาด 120 โอห์ม (ohm) ไว้ที่ปลายสายสองด้านที่อยู่ห่างกันที่สุด โดยต่อคร่อมระหว่างสายสัญญาณ CAN_High และ CAN_Low ซึ่งจะส่งผลให้ค่าความต้านทานรวมระหว่าง CAN_High และ CAN_Low อยู่ที่ 60 โอห์ม
หากระบบบัสถูกแบ่งเป็นเซกเมนต์ย่อยโดยใช้ CAN repeater, เราเตอร์ (router) หรือเกตเวย์ (gateway) เซกเมนต์ที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านั้นก็จำเป็นต้องได้รับการต่อตัวต้านทานปิดท้ายอย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน
3. ความยาวเครือข่ายเกินกว่าที่กำหนดไว้หรือไม่?
เนื่องจากกลไกการเข้าใช้เครือข่าย (arbitration mechanisms) ที่ใช้ในระบบ CAN(FD) ความยาวสายเครือข่ายสูงสุดจึงถูกจำกัดและจะลดลงเมื่อ Baud Rate เพิ่มสูงขึ้น นอกเหนือจากความยาวของสายเคเบิล ๆ แล้ว การใช้อินเทอร์เฟซแบบแยกส่วนทางไฟฟ้า (electrically isolated) ยังทำให้ความยาวเครือข่ายสูงสุดลดลงด้วย เนื่องจากอินเทอร์เฟซประเภทนี้จะต้องถูกคิดคำนวณเสมือนว่ามีความยาวสายเคเบิลเพิ่มขึ้นมา 10 เมตร
ส่วนการใช้รีพีตเตอร์แบบแยกส่วนทางไฟฟ้าจะลดความยาวสายบัสลงไป 30 เมตร (ซึ่งเป็นผลมาจากการประมวลผลภายในของอุปกรณ์ด้วย)
ทั้งนี้ หากความยาวเครือข่ายเกินกว่าค่าสูงสุด จะต้องทำการแบ่งเซกเมนต์ของบัสโดยใช้เราเตอร์หรือเกตเวย์ โดยในกรณีนี้จะไม่สามารถใช้รีพีตเตอร์ได้ เนื่องจากรีพีตเตอร์จะส่งต่อสัญญาณโดยตรง ซึ่งหมายความว่าเซกเมนต์ต่าง ๆ ที่ถูกคั่นด้วยรีพีตเตอร์จะยังคงถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของบัสหลักในแง่ของการส่งสัญญาณ
4. จำนวนโหนด (Nodes) สูงเกินกว่าที่กำหนดไว้หรือไม่?
เนื่องจากกำลังเอาต์พุตของตัวรับส่งสัญญาณ CAN (CAN transceiver) มีจำกัด จำนวนโหนดสูงสุดในระบบจึงถูกจำกัดตามไปด้วย โดยทั่วไปแล้วจะสามารถสมมติให้มีโหนดได้สูงสุด 100 โหนดต่อหนึ่งเซกเมนต์ แต่จำนวนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับตัวรับส่งสัญญาณที่เลือกใช้ ทั้งนี้ จำนวนโหนดสูงสุดสามารถเพิ่มได้ด้วยการแบ่งเซกเมนต์ของระบบโดยใช้รีพีตเตอร์ (repeater), เราเตอร์ (router) หรือเกตเวย์ (gateway)
5. การเชื่อมต่อทั้งหมดทำอย่างถูกต้องหรือไม่?
หลังจากที่ได้ตรวจสอบหัวข้อก่อนหน้านี้ทั้งหมดแล้ว แนะนำให้ตรวจสอบการเชื่อมต่อของปลั๊กและสกรู (plug and screw connections) ด้วย เนื่องจากจุดเชื่อมต่อเหล่านี้เป็นแหล่งที่มาของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งไม่ควรมองข้ามในระหว่างขั้นตอนการติดตั้ง
6. ต่อฉนวนหุ้มสาย (Cable Shielding) ลงดินได้ถูกต้องหรือไม่?
สายสัญญาณ CAN จำเป็นต้องมีฉนวนหุ้มเพื่อป้องกันผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายนอก หากเป็นไปได้ ควรเชื่อมต่อฉนวนหุ้มให้ตลอดทุกช่วงของสาย การต่อลงกราวนด์ทั้งสองด้านของสายถือเป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการต่อลงดินของฉนวนหุ้ม ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดกราวนด์ลูป (ground loops) ให้ทำการต่อลงกราวนด์ของฉนวนหุ้มสายเพียงด้านเดียวของเครือข่ายเท่านั้น
7. มีข้อจำกัดซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งสัญญาณหรือไม่?
เนื่องจากชิ้นส่วนที่หมุนได้ (rotating parts) มักจะเชื่อมต่อได้ยาก จึงทำให้บางครั้งมีการเลือกใช้ส่วนประกอบที่ไม่เหมาะสมกับการส่งข้อมูล เช่น วงแหวนสัมผัส (slip rings) เนื่องมาจากความจำกัดด้านทางเลือก ทั้งนี้ การส่งข้อมูลแบบไร้สาย (wireless data transmission) สามารถเป็นทางออกที่มีประสิทธิภาพได้
หากการดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นไม่สามารถค้นหาและขจัดข้อผิดพลาดได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดเพื่อตรวจสอบพารามิเตอร์ของสายเคเบิลและประเมินคุณภาพของสัญญาณ ทั้งนี้ ลำดับขั้นตอนต่อไปอาจแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี โดยขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่มีอยู่และผลการวัดที่ได้ ดังนั้น ลำดับขั้นตอนที่อธิบายไว้จึงเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น และสามารถใช้ลำดับขั้นตอนในรูปแบบอื่นได้เช่นกัน
เครื่องมือที่มีความเป็นไปได้สำหรับนำมาใช้ทดสอบเครือข่าย CAN ได้แก่ อุปกรณ์พกพา PCAN-MiniDiag FD (สำหรับวิเคราะห์ค่าพื้นฐานของเครือข่าย CAN) และ PCAN-Diag FD (เพิ่มเติมการแสดงผลสัญญาณ CAN ในรูปแบบออสซิลโลสโคป และแสดงผลข้อความ CAN ในรูปแบบสัญลักษณ์) ตลอดจนโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ Windows อย่าง PCAN-Explorer (สำหรับแสดงผลข้อความที่ถูกส่งและการเกิดเฟรมข้อผิดพลาด หรือ error frames)
ตรวจสอบพารามิเตอร์ของสายสัญญาณ
เครือข่าย CAN ไม่ได้ต้องการสายสัญญาณคุณภาพสูง แต่จำเป็นต้องเป็นไปตามข้อกำหนดบางประการ เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าจากภายนอกให้ได้มากที่สุด และเพื่อให้มั่นใจว่าการส่งสัญญาณจะมีการสะท้อนต่ำแม้ในความถี่สูง ทั้งนี้ ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านล่างนี้ โดยพารามิเตอร์บางตัวสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบเครือข่าย CAN เช่น PCAN-MiniDiag FD ส่วนพารามิเตอร์อื่น ๆ สามารถวัดได้ด้วยตนเองโดยใช้เครื่องมืออื่น ๆ
- อิมพีแดนซ์จำเพาะของสายเคเบิล (Characteristic cable impedance) จะต้องอยู่ที่ 120 โอห์ม และสายเคเบิลต้องตีเกลียวคู่ระหว่าง CAN_High และ CAN_Low
- การลงกราวนด์ของฉนวนหุ้มสาย ความต้านทานต่ำ และต่อเพียงด้านเดียวของสายเท่านั้น
- ความต้านทานของสาย < 70 มิลลิโอห์ม/เมตร [mohm/m]
- การต่อตัวต้านทานปิดท้ายขนาด 120 โอห์ม ที่ปลายทั้งสองด้านของสายสัญญาณบัส
- ความยาวสายเคเบิล ต้องไม่เกินความยาวสูงสุดของ Baud Rate นั้น ๆ ทั้งนี้ อินเทอร์เฟซแบบแยกส่วนทางไฟฟ้าและการใช้รีพีตเตอร์จะลดความยาวสายเคเบิลสูงสุดที่สามารถใช้งานได้ลง
- การลัดวงจร และความผิดพลาดในการเดินสาย
แม้ว่าการใช้สาย CAN_GND จะไม่ใช่ข้อบังคับ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การใช้งาน CAN_GND ส่งผลดีต่อความเสถียรในการส่งข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบที่ทำงานใกล้ขีดจำกัด
ตรวจสอบสัญญาณและแรงดันไฟฟ้า
เครื่องมืออย่าง PCAN-MiniDiag FD สามารถใช้วัดสัญญาณบนเครือข่ายระหว่างทำงาน โดยสามารถวัดค่าต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- สายสัญญาณที่สลับกัน (CAN_High และ CAN_Low) ส่งผลให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับโหนดที่ได้รับผลกระทบ
- แรงดันไฟฟ้าร่วม (Common-mode voltage) บนข้อความ CAN ที่ถูกส่ง (ตามมาตรฐาน แรงดันไฟฟ้าร่วมต้องอยู่ระหว่าง 1.5 โวลต์ ถึง 3 โวลต์ สำหรับค่า VCANL ต้องมากกว่า -2 โวลต์ และ VCANH ต้องน้อยกว่า 7 โวลต์)
- ข้อผิดพลาดทางโปรโตคอล (Protocol errors) และเฟรมข้อผิดพลาด (Error frames)
- ภาระของเครือข่าย (Bus load) – จำนวนข้อความ CAN ต่อหนึ่งหน่วยเวลา (ค่าที่เหมาะสมที่สุดคือควรน้อยกว่า 40%)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของสัญญาณสามารถก่อให้เกิดปัญหาเป็นช่วง ๆ (sporadic problems) ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาและซ่อมแซมหน้างานสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อสามารถระบุโหนดที่มีข้อผิดพลาดหรือเซกเมนต์ที่ได้รับผลกระทบได้แล้ว จะสามารถลองแยกโหนดหรือเซกเมนต์นั้นออกจากเครือข่ายที่เหลือได้โดยการใช้ CAN repeater ซึ่งบ่อยครั้งเพียงแค่มาตรการเหล่านี้ก็สามารถปรับปรุงคุณภาพสัญญาณโดยรวม และช่วยให้ระบบทั้งหมดทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพแล้ว
การใช้ Baud Rate ที่แตกต่างกันสามารถก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารได้เช่นกัน ทั้งนี้ อุปกรณ์ PCAN-MiniDiag สามารถตรวจหา Baud Rate ได้จากการสื่อสารของ CAN ที่กำลังทำงานอยู่ ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มและตั้งค่าโหนด (nodes) ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
ความต่างศักย์ไฟฟ้าและกราวนด์ลูป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบขนาดใหญ่ ความต่างศักย์ไฟฟ้าและกราวนด์ลูป (ground loops) สามารถขัดขวางการสื่อสารและอาจเป็นสาเหตุให้โหนด (nodes) ต่าง ๆ ล้มเหลวได้ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านสายข้อมูลอันเนื่องมาจากความต่างศักย์ดังกล่าวมักจะก่อให้เกิดสัญญาณรบกวน (signal noise) และในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการสื่อสาร (communication errors)
ความต่างศักย์ไฟฟ้าสามารถวัดได้โดยการกำหนดหรือวัดค่าแรงดันไฟฟ้าของ CAN_High และ CAN_Low เมื่อเทียบกับกราวด์ (ground)
วิธีแก้ไขที่ทำได้ง่ายคือการแยกส่วนทางไฟฟ้า (electrically isolate) ให้กับโหนดต่างๆ หรือการใช้ CAN router หรือ CAN repeater เพื่อแบ่งระบบออกเป็นเซกเมนต์ที่แยกส่วนทางไฟฟ้าออกจากกัน
การวิเคราะห์สัญญาณ CAN ด้วยออสซิลโลสโคปเพื่อวัดสัญญาณรบกวนภายในและภายนอก
สาเหตุของข้อผิดพลาดหลายอย่างสามารถระบุได้จากการวัดสัญญาณ CAN (CAN_High, CAN_Low) ด้วยฟังก์ชันออสซิลโลสโคปของอุปกรณ์ PCAN-Diag FD ด้านล่างนี้คือ รูปคลื่นสัญญาณ (traces) ที่บันทึกไว้ ซึ่งแสดงสัญญาณที่ปราศจากข้อผิดพลาด และสัญญาณอีกสี่รูปแบบที่ระบุถึงข้อผิดพลาดทั่วไป
กลยุทธ์การตรวจหาตำแหน่งและการขจัดข้อผิดพลาด
ข้อผิดพลาดในการสื่อสารที่เกิดจากคุณภาพสัญญาณ CAN ที่ไม่ดี สามารถเกิดขึ้นได้จากการเดินสายไฟที่ผิดพลาด, โหนดบางตัว (เช่น มอเตอร์หรืออินเวอร์เตอร์) หรือผลกระทบจากภายนอก บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ในขั้นตอนแรก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหา (troubleshooting strategy) เข้ามาช่วย
การแยกแยะข้อผิดพลาดและการเพิ่มเสถียรภาพในการสื่อสารด้วยการแบ่งเซกเมนต์
การแบ่งเครือข่ายออกเป็นเซกเมนต์ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น การใช้เราเตอร์ CAN (CAN router) จะช่วยให้สามารถวัดผลและแยกแยะข้อผิดพลาดทีละเซกเมนต์ได้ ซึ่งบ่อยครั้งสามารถระบุได้ลึกถึงโหนดบางตัว ในหลายๆ กรณี การสร้างสัญญาณซ้ำ (signal regeneration) ที่เป็นผลมาจากการแบ่งเซกเมนต์นั้นเพียงพอแล้วที่จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบ ทั้งนี้ หากไม่สามารถขจัดสาเหตุของข้อผิดพลาดได้ ก็สามารถแยกส่วนและเพิ่มประสิทธิภาพของสัญญาณในเซกเมนต์ที่มีระดับสัญญาณรบกวนสูงได้ด้วยการใช้ส่วนประกอบอย่าง PCAN-Repeater เป็นต้น
ในกรณีที่มีการรบกวนเป็นวงกว้าง เช่น ผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบนสายสัญญาณ การแบ่งระบบออกเป็นหลายส่วนย่อย (multiple sections) จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเกิดการสร้างสัญญาณซ้ำเป็นลำดับอย่างเพียงพอให้ระบบสามารถทำงานได้โดยปราศจากข้อผิดพลาด นอกจากนี้ ส่วนที่มีสัญญาณรบกวนสูงยังสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ด้วยการใช้ใยแก้วนำแสง (optical fiber) สำหรับการส่งสัญญาณ CAN เช่น การใช้งานรีพีตเตอร์ใยแก้วนำแสงของ CAN (CAN fiber optic repeaters)
การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันด้วยเครื่องมือวิเคราะห์การสื่อสารบนเครือข่าย CAN บนคอมพิวเตอร์
การทดสอบการสื่อสารและการตรวจสอบเนื้อหาของข้อความ
การตรวจสอบให้แน่ใจว่าการสื่อสารบนเครือข่ายปราศจากข้อผิดพลาดนั้นถือเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารข้อความระหว่างโหนดต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ข้อความและเนื้อหาเพิ่มเติม ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อความ CAN จะช่วยให้สามารถติดตามและทบทวนการสื่อสารระหว่างโหนด ตลอดจนสามารถวิเคราะห์และประเมินสัญญาณและคำสั่งต่าง ๆ ที่ถูกส่งผ่านเครือข่าย CAN ได้
สำหรับข้อมูลจำนวนมาก การประเมินผลที่ดีที่สุดจำเป็นต้องอาศัยการตีความและการแยกย่อยข้อมูลโดยมีฐานข้อมูลของสัญญาณและคำสั่งต่าง ๆ ที่ถูกนำส่งในข้อความ CAN เพื่อนำมาแสดงผลในรูปแบบกราฟิกหรือข้อความธรรมดา (เช่น อุณหภูมิ, แรงดันไฟฟ้า เป็นต้น) ซึ่งจะช่วยให้สามารถระบุข้อผิดพลาดทางโปรโตคอล (protocol errors), ข้อผิดพลาดของอุปกรณ์ และข้อผิดพลาดในข้อมูลที่ถูกนำส่งได้อย่างง่ายดาย
PCAN-Explorer ช่วยให้สามารถดำเนินการได้ทั้งการวิเคราะห์ข้อความ CAN และการจำลองหรือควบคุมโหนดเป้าหมาย (targeted manipulation) โดยการส่งข้อความ ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย CAN ที่กำลังตรวจสอบได้ผ่านอินเทอร์เฟซ CAN ของ PEAK-System (เช่น PCAN-USB FD) ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบแบบเคลื่อนที่ (mobile) หรือแบบติดตั้งอยู่กับที่ (stationary) โดยใช้แล็ปท็อปหรือคอมพิวเตอร์
ข้อมูลที่ถูกส่งผ่านเครือข่ายจะถูกแสดงผลในรูปแบบข้อมูลดิบ (raw format ได้แก่ identifiers และ data bytes) หรือถูกแปลงให้เป็นค่าสัญญาณที่ผ่านการตีความแล้วโดยใช้ไฟล์สัญลักษณ์ (symbol files) หรือฐานข้อมูล ซึ่งกระบวนการนี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกส่งอย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย ลึกลงไปจนถึงระดับสัญญาณ นอกเหนือจากการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ (real-time analysis) แล้ว PCAN-Explorer ยังมีฟังก์ชันที่ครอบคลุมสำหรับการบันทึกปริมาณข้อมูลบนบัส (bus traffic tracing) รวมถึงความสามารถในการกรองและการวิเคราะห์ ตลอดจนความสามารถในการเล่นซ้ำข้อมูลที่บันทึกไว้ (replay recordings) เพื่อการวิเคราะห์แบบออฟไลน์อย่างละเอียด ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการตรวจสอบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ (sporadic errors)
นอกจากนี้ ยังสามารถกดส่งข้อความหรือส่งแบบเป็นระยะ (periodically) เพื่อทำการทดสอบกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECUs) ตามเป้าหมาย หรือเพื่อจำลองการทำงานของโหนดในเครือข่าย ยิ่งไปกว่านั้น PCAN-Explorer ยังรองรับกลไกการทำงานอัตโนมัติ เช่น แมโคร (macros) หรือสคริปต์ (scripts รวมถึง Python) เพื่อรันลำดับการทดสอบในรูปแบบที่สามารถทำซ้ำได้ (reproducible manner)
เครื่องมือนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของบัส เช่น การระบุสถานะข้อผิดพลาด (error states) หรือรูปแบบการสื่อสารที่ผิดปกติ ซึ่งช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยปัญหาภายในเครือข่าย CAN อย่างเป็นระบบ
หวังว่าบทความนี้จะให้ความรู้ในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครือข่าย CAN เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเครือข่ายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ท่านสามารถติดต่อทีมงานเทคสแควร์เพื่อติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย CAN ของท่าน
บทความที่เกี่ยวข้อง
การปรับปรุงเสถียรภาพของเครือข่าย CAN
การปกป้องเครือข่าย CAN ด้วยการแยกสัญญาณทางไฟฟ้า (Galvanic Isolation)
การใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย CAN จาก PEAK-System ด้วยซอฟต์แวร์ PCAN-Explorer






